ประวัติความเป็นมาของการประกอบธุรกิจนักสืบเอกชน

ประวัติความเป็นมาของการประกอบธุรกิจนักสืบเอกชน

ประวัติความเป็นมาของการประกอบธุรกิจนักสืบเอกชน

ประวัติความเป็นมาของการประกอบธุรกิจนักสืบเอกชน แม้นิยามของคำว่านักสืบจะหมายถึงผู้ชำนาญในการสืบสวน แต่โดยปกติแล้ว การสืบสวนจะเป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ เห็นได้จากนิยามของคำว่าสืบสวน ซึ่งหมายถึงการแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานซึ่งพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจได้ปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนและเพื่อที่จะทราบรายละเอียดแห่งความผิด

การที่เกิดอาชีพนักสืบเอกชนมาทำหน้าที่เป็นผู้ชำนาญในการแสวงหาข้อเท็จจริงซึ่งไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐนี้เพราะการจะดำเนินกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้น จำเป็นที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย และจำเป็นที่จะต้องมีบุคลากรที่มีคุณภาพ รวมทั้งมีจำนวนมากเพียงพอ เพื่อให้เหมาะสมกับปริมาณงานที่มีจำนวนมากเช่นกัน จึงได้เกิดแนวคิดว่าควรให้เอกชนซึ่งมีจำนวนมากเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินกระบวนการยุติธรรม เพื่อช่วยเหลือการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐด้วย

ดังนั้น บุคคลธรรมดาที่มีความชำนาญในการสืบสวนจึงได้เข้ามาประกอบธุรกิจนักสืบเอกชน โดยรับงานจากการว่าจ้างของผู้ที่ต้องการแสวงหาข้อเท็จจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ทั้งนี้ไม่ได้จำกัดว่าข้อเท็จจริงที่ต้องการแสวงหานั้นจะต้องเป็นเรื่องคดีความเท่านั้น อาจจะเป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องธุรกิจการงาน หรือเรื่องทางการเมืองก็ได้

การประกอบธุรกิจนักสืบเอกชนมีมานานมากแล้ว โดยนิยมมากในประเทศทางฝั่งตะวันตก เริ่มจากปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ลอนดอน สหราชอาณาจักร และมลรัฐนิวยอร์กสหรัฐอเมริกา เนื่องจากนักสืบเอกชนมีความเป็นอิสระ ทำงานได้รวดเร็ว คล่องตัว มีความยืดหยุ่น ไม่ยึดติดกับขั้นตอนซึ่งจะทำให้การทำงานล่าช้าดังเช่นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงสามารถเป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ของรัฐได้เป็นอย่างดี ประชาชนจึงให้ความไว้วางใจในการว่าจ้างให้สืบสวนหาข้อมูลหรือสืบหาทรัพย์สินหายอยู่เสมอ

ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีบุคคลผู้ถือว่าเป็นบิดาของวิชาชีพนักสืบเอกชน” ได้แก่ นายอลัน พิงเคอร์ตัน (Allan Pinkerton) (ค.ศ. 1819 – 1884) เขาเกิดเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 1819ที่เมืองกลาสโกว์ (Glasgow) ในสกอตแลนด์” เขาเป็นช่างทำถังไม้ตั้งแต่อายุ 19 ปี ต่อเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 1842 เขาและภริยา คือ นางโจน คาร์เฟร (Joan Carfrae) จึงได้อพยพไประเทศแคนาดา แต่ก็เปลี่ยนใจระหว่างทางและตั้งรกรากที่เมืองชิคาโก (Chicago) ประเทศสหรัฐอเมริกาแทน

ช่วงปีแรกๆนั้นเขายังเป็นลูกจ้างรับทำถังเบียร์ในเมืองดันดี (Dundee) เขตเคน เคานตี้ (Kane County) มลรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองชิคาโกไป 38 ไมล์ กระทั่ง ค.ศ. 1846 เขาได้มีส่วนช่วยเหลือรัฐในการจับกลุ่มผู้ปลอมแปลงเงินตรารายใหญ่ จนได้เป็นผู้ช่วยนายอำเภอเคน เคานตี้ ก่อนจะย้ายกลับมาอยู่เมืองชิคาโก และได้เป็นนายอำเภอคุค เคาน์ตี้ (Cook County)ในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนจะได้เป็นนักสืบคนแรกของสำนักงานตำรวจชิคาโกเมื่อปี ค.ศ. 1849

ต่อมาในปี ค.ศ. 1850 เขาได้หุ้นกับทนายความชิคาโกชื่อ เอ็ดเวิร์ด รักเกอร์ (Edward Rucker) เปิดสำนักงานนักสืบเอกชนชื่อ สำนักงานตำรวจตะวันตกเฉียงเหนือ (North – Western Police Agency) ได้ปีหนึ่ง นายเอ็ดเวิร์ดก็ถอนหุ้นไป พิงเคอร์ตันจึงเปลี่ยนชื่อสำนักงานเป็นสำนักงานนักสืบแห่งชาติพิงเคอร์ตัน (Pinkerton National Detective Agency) โดยมีคติพจน์ว่าดวงตาที่ไม่เคยหลับใหล (The Eye That Never Sleeps)

นี่ไม่ใช่สำนักงานนักสืบเอกชนแห่งแรก เพราะในทวีปยุโรปก็มีนายเออแซน-ฟรองซัวส์ วีดอกค์ (Eugene-Francois Vidocq) (23 กรกฎาคม 1775 – 11 พฤษภาคม 1857) อดีตนายตำรวจใหญ่ที่เปิดสำนักงานในเมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส ตั้งแต่ ค.ศ. 1832 – 1847 โดยวีดอกค์เป็นชาวฝรั่งเศสที่ได้ชื่อว่าเป็นนักสืบเอกชนคนแรกของโลกและเป็นผู้วางรากฐานวิธีการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรม ยุคใหม่ เขาเป็นผู้ริเริ่มบันทึกรูปพรรณประวัติอาชญากรและผู้ต้องสงสัยอย่างเป็นระบบ รวมทั้งให้ความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับลายพิมพ์นิ้วมือ ซึ่งยังไม่เป็นที่ยอมรับกันในฝรั่งเศสด้วย

ช่วงปี ค.ศ. 1853 สำนักงานของพิงเคอร์ตันรับงานสืบสวนมากมายทั้งจากภาครัฐและเอกชน งานของพิงเคอต้นยังรวมถึงการรักษาความปลอดภัยให้กับธนาคาร ร้านค้า และขบวนรถไฟที่มักถูกปล้นอยู่บ่อยครั้ง เขาเป็นผู้ริเริ่มเทคนิคการสืบสวนแบบใหม่ เช่น การแฝงกาย การสะกดรอย การพิสูจน์ลายมือ การเก็บรวบรามประวัติอาชญากรรม และยังได้ร่วมมือกับหน่วยงานต่างประเทศ เช่น สำนักงานตำรวจลอนดอน สหราชอาณาจักร (Scotland Yard) สำนักงานตำรวจแห่งชาติฝรั่งเศส (Surete Nationale)

ในปี ค.ศ. 1856 พิงเคอร์ตันได้จ้างนักสืบหญิงเป็นครั้งแรก คือ เคท วอร์น (Kate Warne) และเขาได้กำหนดประมวลจริยธรรมเพื่อให้ลูกจ้างในสำนักงานปฏิบัติ โดยเขาห้ามทุกคนมิให้รับเงินสินบนหรือยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และต่อมาในปี ค.ศ. 1857 พิงเคอร์ต้นได้ตั้งสำนักงานรักษาความปลอดภัยพิงเคอร์ตัน (Pinkerton Protective Patrol)เพื่อให้บริการรักษาความปลอดภัยแก่องค์กรธุรกิจและบุคคลธรรมดา

ในช่วงสงครามกลางเมือง โดยเฉพาะในปี ค.ศ . 1861 พิงเคอร์ตันได้รับหน้าที่อารักขาประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอร์น (Abraham Lincoln) (12 กุมภาพันธ์ 1829 – 15 เมษายน 1865) เดินทางจากมลรัฐอิลลินอยส์ไปกล่าวคำสาบานตนเข้ารับตำแหน่งที่วอชิงตัน ระหว่างทางเขาได้สืบทราบว่าจะมีการลอบสังหารประธานาธิบดี แต่เขาก็สามารถสืบสวนและอารักขาประธานาธิบดีได้สำเร็จ ทำให้เขามีชื่อเสียงมาก

จากนั้นในปี ค.ศ. 1874 เขาได้ร่วมสืบสวนคดีปล้นรถไฟทำให้สามารถจับกลุ่มอาชญากรสำคัญ ได้แก่ พี่น้องตระกูลเจมส์และยังเกอร์ ซึ่งประกอบไปด้วย เจสซีและแฟรงค์ เจมส์ (Jesse และ FrankJames) กับ โคลและบ๊อบ ยังเกอร์ (Cole และ Bob Younger) และด้วยประสิทธิภาพในการทำงานของสำนักงานพิงเคอร์ตัน ทำให้อาชญากรรมการปล้นรถไฟต้องสิ้นสุดลง และสำนักงานของเขายังได้ขยายสาขาเกือบ 25 แห่งทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

นายอลัน พิงเคอร์ตัน เสียชีวิตเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1884 ขณะอายุได้ 65 ปี ที่เมืองชิคาโก มลรัฐอิลลินอยส์ ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่เขาได้ประกอบธุรกิจนักสืบเอกชนนั้น เขาไม่ได้เห็นว่ามันเป็นแค่ธุรกิจหนึ่งเท่านั้น แต่รู้สึกว่าเป็นวิชาชีพสำคัญที่ต้องมีจริยธรรมด้วย'” ทั้งนี้เขาได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการทำงานไว้ถึง 18 เล่ม

สำหรับสำนักงานของเขาก็มีลูกชาย 2 คนรับช่วงต่อ คือ นายวิลเลียมและโรเบิร์ต พิงเคอร์ตัน (William และ Robert Pinkerton) โดยเมื่อ ค.ศ. 1925 สำนักงานนี้ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด และเปลี่ยนชื่อเป็น Pinkerton’s Inc. เมื่อ ค.ศ. 1965 ก่อนจะกลายเป็นบริษัทมหาชนจำกัดเมื่อปี ค.ศ. 1967 และล่าสุดได้เปลี่ยนชื่อเป็นPinkerton Consulting & Investigations, Inc. โดยมีสาขากระจายอยู่ทั่วโลกราว 40 แห่ง

เดิมที่การประกอบธุรกิจนักสืบเอกชนอาจเป็นการทำงานของเฉพาะบุคคลหรือเฉพาะกลุ่มบุคคลเท่านั้น แต่ต่อมาก็ได้มีการพัฒนาเปิดเป็นโรงเรียนสอนวิชาความรู้การเป็นนักสืบเอกชนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในต่างประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งประเทศไทยก็ได้มีการขอสิทธิ (Franchise) มาเปิดโรงเรียนนักสืบบ้างแล้วเช่นกัน ปัจจุบันจึงมีการผลิตนักสืบเอกชนอย่างต่อเนื่อง ปริมาณของนักสืบเอกชนในประเทศไทยจึงเพิ่มขึ้นทุกวันๆ ซึ่งก็มีส่วนดีที่จะได้ช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่จากเจ้าหน้าที่รัฐได้

เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดมากำกับ ควบคุม ดูแล หรือจัดวางสถานะของธุรกิจนักสืบเอกชนว่าเป็นอย่างไร ทำให้เกิดผู้รับจ้างแสวงหาข้อเท็จจริงที่มิใช่ผู้ชำนาญการเฉพาะ

เนื่องจากการประกอบธุรกิจนี้ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตหรือใบรับรองว่าผ่านการฝึกอบรมอะไรมาบ้าง เป็นอาชีพที่บุคคลทั่วไปสามารถทำได้อย่างอิสระ จึงเกิดการฉ้อโกงหรือหลอกลวงประชาชนทั่วไปได้ เช่น หลอกเอาเงินไปโดยไม่ได้ทำงานให้ หรือทำงานให้แต่คิดค่าจ้างแพงมากเกินสมควร ไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ก่อน เป็นต้น

โดยหากการทำงานของนักสืบเอกชนเป็นการกระทำที่ไม่ละเมิดกฎหมายก็ย่อมไม่มีปัญหาแต่ประการใด จะเกิดปัญหาก็แต่ในกรณีที่นักสืบเอกชนทำการแสวงหาข้อเท็จจริงโดยละเมิดกฎหมาย เช่น ล่วงล้ำสิทธิเสรีภาพของบุคคลจนเกินไป หรือบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นเพื่อปฏิบัติงานของตน ดังนี้ หากเป็นบุคคลธรรมดาที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีกฎหมายรองรับอำนาจหน้าที่ให้สามารถปฏิบัติงานได้ ก็ย่อมไม่อาจกระทำการละเมิดกฎหมายได้ และต้องได้รับโทษตามกฎหมายนั้นๆด้วย และด้วยเหตุที่ว่าธุรกิจนักสืบเอกชนเป็นธุรกิจที่ต้องแสวงหาข้อเท็จจริง จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะละเมิดกฎหมาย ดังนั้น จำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายออกมารองรับการทำงานของนักสืบเอกชนดังเช่นเจ้าหน้าที่อื่นๆในกระบวนการยุติธรรม เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทนายความ พนักงานอัยการ ผู้พิพากษา เพื่อให้การประกอบธุรกิจนักสืบเอกชนมีประโยชน์ในการช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่จากบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมและเพื่อให้กระบวนการนี้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อ่านลทความน่าสนใจถัดไปเกี่ยวกับนักสืบ หลักฐานการฟ้องชู้มีอะไรบ้าง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *